ข่าวการศึกษา/ทุนการศึกษา วันที่โพส:  13 ก.ย. 2556
ข้อมูลข้อเท็จจริงเหล่านี้ดูจะเป็นคำถามโจทย์ใหญ่ที่ผู้เกี่ยว ข้องอย่างกระทรวงศึกษาธิการจะต้องขบคิดอย่างหนัก ซึ่งนโยบายปฏิรูปหลักสูตร และปรับกระบวนการเรียนการสอน เพื่อยกเครื่องการเรียนรู้ของเด็กไทยใหม่

 

ในจำนวนเด็ก 10 คน มีเด็ก 6 คน ที่ต้องเข้าสู่ตลาดแรงงานเมื่อจบเพียงชั้น ม.6 หรือ ปวช. ส่วนที่เหลืออีก 4 คนที่เข้าสู่รั้วอุดมศึกษา มีเพียง 1 คนเท่านั้นที่จบแล้วได้งานทำใน 1 ปีแรก!!...วัยรุ่นเหล่านี้เมื่อออกจากรั้วโรงเรียนก็จะต้องกลายเป็น ผู้ใหญ่โดยฉับพลัน พวกเขาต้องผจญชีวิตจริง ต้องพึ่งตนเอง ต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว และที่สำคัญคือ ต้องมีงานทำคำถามตัวโตก็คือในช่วงเวลา 12-15 ปีที่อยู่ในโรงเรียนเขาได้รับการเตรียมพร้อมเพื่อผจญชีวิตจริงเพียงไร?”

มาดูรายละเอียดของตัวเลขที่น่าตกใจสำหรับการจัดการเรียนการสอน กับสภาพชีวิตจริงของเด็กไทย จากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)โดย ดร.รุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ นักวิชาการยุทธศาสตร์ส่งเสริมการเรียนรู้ สสค. ที่ได้วิเคราะห์ถึงเส้นทางชีวิตของเด็กไทยพบว่า แต่ละปีมีเด็กเกิดเฉลี่ย 8 แสนคน ถ้าลองเปรียบให้เห็นภาพง่ายขึ้นว่าหากประเทศไทยมีเด็ก 10 คนในแต่ละรุ่นที่เกิดปีเดียวกัน เด็กสิบคนนี้จะมีเส้นทางการเดินทางตามระบบการศึกษาไทยโดยเดินไปบนเส้นทางได้ ใกล้ไกลแตกต่างกัน

ในจำนวนเด็ก 10 คน จะมีเด็ก 1 คน (หรือร้อยละ 13) เรียนไม่จบ ม.3 (ไม่จบแม้แต่การศึกษาภาคบังคับ) เด็ก 3 คน (ร้อยละ 30) ได้เรียนจนจบ ม.3 แล้วเลิกเรียน เด็ก 2 คน (ร้อยละ 21) เรียนจนจบ ม.6/ปวช. แล้วไม่ได้เรียนต่ออุดมศึกษา เหลือเพียงเด็ก 4 คน (ร้อยละ 36) เรียนต่อขั้นอุดมศึกษา

ดูเผิน ๆ เด็ก 4 คนที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยน่าจะมีโอกาสที่ดีกว่ามาก แต่กลับพบสถิติว่าใน 4 คนนี้มีเพียง 3 คนที่เรียนได้จนจบอุดมศึกษา ยิ่งกว่านั้นใน 3 คนที่ใช้เวลาเพิ่มอีก 4-8 ปีนั้น มีเพียง 1 คนเท่านั้นที่ได้งานทำในปีแรกหลังจากจบปริญญา ส่วนที่เหลือ 2 คนจบแล้วต้องว่างงานใน 1 ปีแรก

จะเห็นได้ว่า เด็ก 10 คน มีเด็กมากถึง 6 คนที่ต้องเข้าสู่ตลาดแรงงานเมื่อจบเพียงชั้นม.6 หรือปวช. ส่วนที่เหลืออีก 4 คนที่เข้าสู่รั้วอุดมศึกษา กลับพบว่า มีเพียง 1 คนเท่านั้นที่จบแล้วได้งานทำใน 1 ปีแรก!!

คำถามที่ตามมาคือ เด็ก 6-7 คน ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานตั้งแต่อายุเพียง 15-19 ปีแล้วไปไหน?

จากผลการสำมะโนประชากรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อปี 2553 ซึ่งมีความละเอียดกว่าการสุ่มตัวอย่างเพราะต้องเดินเข้าไปถามทุกบ้านนั้น รายงานผลลัพธ์ออกมาสอดคล้องกับข้อมูลที่วิเคราะห์ข้างต้นคือประชากรอายุ 15-19 ปี ซึ่งเยาวชนวัยนี้หากอยู่ในระบบก็จะอยู่ระดับมัธยมปลาย ปวช. หรือเริ่มเข้ามหาวิทยาลัย แต่ในความเป็นจริงกลุ่มนี้มากถึง 1.2 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 4 (ร้อยละ 26) ต้องออกมาทำงานแล้ว โดยมีอาชีพต่าง ๆ ได้ แก่ 1. การเกษตร ป่าไม้ ประมง (41%) 2. งานพื้นฐานเช่น แผงลอย ทำความสะอาด ซักรีด ส่งของ เป็นต้น (17%) 3. พนักงานบริการ/ขาย/เสมียน (15%) 4. วิชาชีพ ข้าราชการ ช่างฝีมือ/เทคนิค (14%) และ 5. ควบคุมเครื่องจักร (7%)

ในขณะที่เยาวชนอายุ 20-24 ปี ซึ่งหากอยู่ในระบบก็จะเป็นระดับอุดมศึกษาหรือสายอาชีพชั้นสูง แต่ผลการสำมะโนประชากรพบว่ากลุ่มนี้ออกมาทำงานจำนวน 2.8 ล้านคน (ร้อยละ 61) ไม่ทำงานจำนวน 1.7 ล้านคน (ร้อยละ 36) ตัวเลขนี้จึงตรงกับตัวเลขเปรียบเทียบเด็กสิบคนข้างต้นว่ามีเพียง 4 ใน 10 คนเท่านั้นที่เรียนต่อ ซึ่งส่วนใหญ่ของกลุ่มนี้ที่ออกมาทำงานมีอาชีพ ได้แก่ 1) การเกษตร ป่าไม้ ประมง (27%) 2) พนักงานบริการ/ขาย/เสมียน (20%) 3) วิชาชีพ ข้าราชการ ช่างฝีมือ/เทคนิค (18%) 4) อาชีพงานพื้นฐาน เช่น แผงลอย ทำความสะอาด ซักรีด ส่งของ เป็นต้น (14%)  และ 5) ควบคุมเครื่องจักร (11%)

บางท่านเห็นสถิตินี้แล้วอาจรีบเสนอทางออกให้เพิ่มที่นั่งในมหาวิทยาลัย แต่ข้อเท็จจริงนั้นอัตราการเข้าเรียนอุดมศึกษาของไทยเมื่อเทียบกับต่าง ประเทศพบว่า ประเทศไทยมีอัตราการเรียนต่ออุดมศึกษาไม่ด้อยไปกว่าประเทศอื่น ๆ เลย โดยประเทศไทยอยู่ที่ 36% สิงคโปร์ 34% มาเลเซีย 28% ฟิลิปปินส์ 31% และญี่ปุ่น 48% และไม่มีประเทศใดในโลกที่พยายามให้เด็กของตนเข้าเรียนอุดมศึกษาทั้งหมด 100%

ระบบการศึกษาพื้นฐานได้จับเด็กเยาวชนเข้ามาอยู่ในโรงเรียนยาวนาน 12-15 ปี แต่เด็กทุกรุ่นเมื่ออายุ 18 ปี กลับพบว่ามีจำนวนมากถึง 6 ใน 10 คนออกจากระบบการศึกษา และเมื่อออกจากรั้วโรงเรียนก็จะต้องกลายเป็น ผู้ใหญ่โดยฉับพลัน ทำให้พวกเขาต้องผจญชีวิตจริง ต้องพึ่งตนเอง ต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว และที่สำคัญคือ ต้องมีงานทำคำถามตัวโตก็คือในช่วงเวลา 12-15 ปีนั้นโรงเรียนได้เตรียมให้เด็กพร้อมกับการผจญชีวิตจริงเพียงไร?

บนเส้นทางการศึกษานั้นไม่ว่าเด็กจะใช้เวลาเพียง 12 ปี 15 ปี 19-20 ปี หรือเท่าใดก็ตาม แต่สิ่งที่เขาควรจะได้รับเท่าเทียมกันน่าจะเป็นความพร้อม รวมถึงทักษะจำเป็นที่เขาจะต้องใช้สำหรับการสู้ชีวิต มีอาชีพ พัฒนาตนเอง และเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมไทย หากประกอบกับโอกาสที่เขาจะได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องในวัยทำงานด้วยก็ย่อมจะ พิสูจน์ถึงการศึกษาที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตจริง มิใช่เพียงการศึกษาเพื่อศึกษาหรือใบปริญญาเท่านั้น

ล่าสุด สสค. ได้ร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรที่มี ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน มีการประชุมทุกวันเสาร์ เพื่อระดมความเห็นจากทุกภาคส่วนมาช่วยกันออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่สามารถ ตอบโจทย์เส้นทางชีวิตของเด็กไทยได้อย่างแท้จริง.

 

ที่มา : Education

เนื้อหาอ้างอิงจาก : เดลินิวส์

 
       ก.พ.จัดสรรทุนศึกษาต่อในต่างประเทศ ระดับปริญญาโทและปริญญาเอก จำนวนมากถึง 242 ทุน   (วันที่ : 15 พ.ย. 2560 )
       งานมหกรรมการศึกษาต่อต่างประเทศ ครั้งที่ 14” (OCSC International Education Expo 2017)   (วันที่ : 06 พ.ย. 2560 )
       ขอความร่วมมือนักเรียนทุนโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่นที่ 1-4 ที่สำเร็จการศึกษาแล้ว แจ้งข้อมูลสถาานภาพการประกอบอาชีพที่เป็นปัจจุบัน   (วันที่ : 03 พ.ย. 2560 )
       ขอเชิญชวนนักเรียนทุนโอดอสส่งบทความทางวิชาการหัวข้อ "การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.0"   (วันที่ : 16 ส.ค. 2560 )
       ประชาสัมพันธ์คัดเลือกบุคคลภายนอกปฏิบัติงานโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน   (วันที่ : 04 ส.ค. 2560 )
       ขอเชิญนักเรียนทุนโครงการ ๑ อำเภอ ๑ ทุน ที่สำเร็จการศึกษาแล้วสมัครเข้ารับราชการเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ   (วันที่ : 14 มิ.ย. 2560 )
       ขอเชิญผู้สนใจสมัครเข้ารับราชการเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ   (วันที่ : 14 มิ.ย. 2560 )